ที่มาแนวการ์ตูน

นากิเก (Nakige) มาจากไหน? เกมที่ทำคนร้องไห้ทั้งรุ่น จาก ONE ถึง Kanon และ 'ไม้กางเขน' ของมาเอดะ จุน

เกมจีบสาวทำคนร้องไห้ได้ยังไง? ย้อนดู ONE (1998) กับ Kanon (1999) ต้นตำรับนากิเก ถึง AIR, CLANNAD และคนเขียนบทที่บอกว่ามันคือไม้กางเขน

ภาพ: 産経新聞:産経ニュース

ใครเคยเล่นเกมแล้วน้ำตาไหลจนต้องวางมือบ้าง? แฟนเกมหลายคนจำได้แม่นเลยว่าเคยร้องไห้ให้เกมเรื่องไหน

ในญี่ปุ่นมีชื่อเรียกเกมแบบนี้โดยเฉพาะว่า 泣きゲー (นากิเก – “เกมเรียกน้ำตา”) และคำนี้ผูกกับแบรนด์ Key (คีย์) แน่นมาก จนหลายคนคิดว่าคีย์เป็นคนคิดค้น ทั้งที่เรื่องจริงซับซ้อนกว่านั้น ที่เซอร์ไพรส์กว่าคือ คนเขียนบทหลักของคีย์เองเรียกแนวนี้ว่า “ไม้กางเขน” ที่เขาต้องแบกไปจนตาย

นากิเกคืออะไร? ไม่มีกฎตายตัว

Wikipedia (วิกิพีเดีย) ภาษาญี่ปุ่นบอกว่านากิเกเป็นคำสแลง หมายถึง “เกมที่เล่นแล้วซึ้งจนร้องไห้” ในกลุ่มเกมจีบสาวหรือ 美少女ゲーム (บิโชโจ เกม)

ส่วนกรอบอธิบายในหนังสือพิมพ์ 産経新聞 (ซังเค ชิมบุน) ปี 2024 บอกว่าคำนี้ไม่มีนิยามเป๊ะ ๆ แต่เริ่มถูกพูดถึงเป็นพิเศษช่วงปลายยุค 1990

ก่อนจะร้องไห้: ตอนที่เกมจีบสาวหันมาเล่าเรื่อง

เกมเรียกน้ำตาไม่ได้โผล่มาเฉย ๆ วิกิพีเดียภาษาญี่ปุ่นรวบรวมจากหนังสือวิจารณ์หลายเล่ม สรุปเส้นทางไว้ประมาณนี้

  • ยุค 80 เกมสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ยังเน้นภาพมากกว่าเรื่อง
  • 1992 『同級生』 (โดคิวเซย์ – “เพื่อนร่วมชั้น”) ของค่าย elf (เอลฟ์) หันมาเน้นเรื่องรัก
  • 1995 『同級生2』 (โดคิวเซย์ 2) มีเนื้อเรื่องย่อยของตัวละครที่ป่วยหนัก นักวิจารณ์คนหนึ่งมองว่านี่มีองค์ประกอบของนากิเกแล้ว
  • 1996–1997 ค่าย Leaf (ลีฟ) ออกเกมซีรีส์ “วิชวลโนเวล” ที่เน้นการอ่านเรื่อง ตามด้วย 『To Heart』 (ทูฮาร์ต) ปี 1997 ซึ่งหนังสือรวมเกมปี 1999 เล่มหนึ่งเขียนถึงเส้นเรื่องของตัวละคร マルチ (มารุจิ) ไว้สั้น ๆ ว่า

「泣ける。もう泣けまくり」 (ร้องไห้เลย ร้องไม่หยุดเลยล่ะ)

ONE กับ Kanon: ใครคือ “ต้นตำรับ” ตัวจริง

  • 29 พฤษภาคม 1998 『ONE ~輝く季節へ~』 (วัน คางายากุ คิเซตสึ เอ – “สู่ฤดูกาลที่เปล่งประกาย”) ของแบรนด์ Tactics (แทกติกส์) วางขาย ช่วงแรกขายไม่ดีเลย แต่คนเล่นบอกต่อกันปากต่อปากจนดังขึ้นมา 本田透 (ฮนดะ โทรุ) เรียกเกมนี้ว่า “ต้นแบบของนากิเก”
  • 1998 ทีมหลักของ ONE ย้ายจากแทกติกส์ไปตั้งแบรนด์ใหม่ชื่อคีย์ ภายใต้บริษัท ビジュアルアーツ (วิชวลอาร์ตส์) สมาชิกยุคแรกคือ 麻枝准 (มาเอดะ จุน), 久弥直樹 (ฮิซายะ นาโอกิ), 樋上いたる (ฮิงามิ อิตารุ) และ 折戸伸治 (โอริโตะ ชินจิ)
  • 4 มิถุนายน 1999 『Kanon』 (คานอน) เกมแรกของคีย์วางขาย วิกิพีเดียเรียกมันว่าผู้บุกเบิกและ “หมุดหมาย” ของแนวนี้ ส่วนเว็บข่าวเกมปี 2006 ที่วิกิพีเดียอ้างก็พาดหัวเรียกคานอนว่า “นากิเกต้นตำรับ”

แล้วสรุปใครกันแน่? ซังเคตอบแบบแฟร์ ๆ ว่า ONE ปี 1998 กับคานอนปี 1999 คือสองเกมที่ “ถูกนับเป็นต้นตำรับของนากิเก” ทั้งคู่ ส่วนวิกิพีเดียหน้าคีย์บันทึกว่าคานอนทำให้แนวนี้ลงหลักปักฐาน ด้วยการใส่ความซึ้งและน้ำตาลงไปในเกมผจญภัยเรื่องรัก

คานอนฉบับแรกเป็นเกมพีซีสำหรับผู้ใหญ่ แต่หลังจากนั้นก็ออกฉบับทุกวัย (มกราคม 2000) ฉบับ Dreamcast (ดรีมแคสต์) ที่เพิ่มเสียงพากย์ (กันยายน 2000) และได้อนิเมะถึงสองรอบ คือของ 東映アニメーション (โทเอแอนิเมชัน) ปี 2002 และ 京都アニメーション (เคียวโตะ แอนิเมชัน) ปี 2006–2007

ยุครุ่งเรือง: AIR, SPA! และ CLANNAD

  • 8 กันยายน 2000 『AIR』 (แอร์) ของคีย์ขายดีมาก วิกิพีเดียหน้าคีย์บอกว่ายอดสะสมแตะ 300,000 ชุดภายในปี 2005
  • 22 มกราคม 2002 นิตยสาร 『SPA!』 (สปา!) ของ 扶桑社 (ฟุโซฉะ) ทำสกู๊ปพาดหัวว่า 「なぜボクらは『泣けるエロゲー』にハマったのか!?」 (“ทำไมพวกเราถึงติดเกมผู้ใหญ่ที่ทำให้ร้องไห้?”) แปลว่ากระแสนี้ออกไปถึงสื่อกระแสหลักแล้ว
  • 28 เมษายน 2004 『CLANNAD』 (แคลนนาด) วางขายเป็นเกมทุกวัย

เบื้องหลังแคลนนาดมีเรื่องเล่าน่าสนใจ มาเอดะเล่ากับซังเคว่าหลังทำแอร์ เขารู้สึกว่างานของตัวเอง “แหลมคมเกินไป” เลยตั้งใจให้แคลนนาดเข้าถึงคนเล่นทั่วไปมากขึ้น

ปกติเกมจีบสาวจะจบตอนได้คบกับนางเอก แต่แคลนนาด “เริ่มจริง” หลังจากนั้นต่างหาก ทั้งการแต่งงาน การทำงาน การสูญเสีย และการเลี้ยงลูก ในบริษัทก็มีเสียงค้านว่าเกมจีบสาวจะไปเล่าชีวิตหลังจากนั้นทำไม แต่เขายืนยันไม่เปลี่ยน

「何より自分が一番感動できるゲームを考えたとき、それは『人生』を描くことだと思ったんです」 (เมื่อคิดว่าเกมแบบไหนที่ตัวเองจะซึ้งที่สุด ผมคิดว่ามันคือการเล่าเรื่อง “ชีวิต”)

หลังเคียวโตะแอนิเมชันทำอนิเมะออกมา อินเทอร์เน็ตก็มีวลีติดปากว่า 「CLANNADは人生」 (“แคลนนาดคือชีวิต”)

ทำไมคนยุคนั้นถึงติดกันงอมแงม

มาเอดะมองว่าเป็นเพราะ “ตรงนั้นคือแนวหน้าสุดของซับคัลเจอร์” และเล่าความรู้สึกของคนยุคนั้นว่า

「一般の人が知らないところでこんなに感動できるものがあり、自分たちだけがそれを楽しんでいる…。一種の誇りがあったと思います」 (มีของที่ซึ้งขนาดนี้อยู่ในที่ที่คนทั่วไปไม่รู้ และมีแค่พวกเราที่ได้สนุกกับมัน… ผมว่ามันเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง)

ซังเคบอกว่าหลังปี 2000 ยังมีเกมดังตามมาอีก เช่น 『君が望む永遠』 (คิมิ กะ โนโซมุ เอเอ็น), 『うたわれるもの』 (อุทาวาเรรุ โมโนะ) และ 『マブラヴ オルタネイティヴ』 (มาบุราฟ ออลเทอร์เนทีฟ) แฟน ๆ ก็ทำงานแฟนเมดกันคึกคัก ส่วนวิกิพีเดียหน้าคีย์บอกว่าสไตล์ของคีย์ไปมีอิทธิพลต่อนักเขียนอย่าง 奈須きのこ (นาสุ คิโนโกะ) และ 竜騎士07 (ริวคิชิ เซโระนานะ) ด้วย

“ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นไม้กางเขน”

ในบทสัมภาษณ์ปี 2024 มาเอดะ ซึ่งเว็บ リアルサウンド (เรียลซาวด์) เรียกว่า “ผู้บุกเบิกนากิเก” เล่าว่าที่ยังทำเกมแนวนี้อยู่ เพราะเขาคิดว่า “ไม้ผลัด” ที่ฮิซายะส่งต่อให้เมื่อ 25 ปีก่อน มีความหมายว่า “แกจงทำนากิเกต่อไป อย่าออกนอกทาง”

สิ่งที่คนคาดหวังจากเขาคืองานที่ “ทุ่มสุดตัวไปที่น้ำตา” และเขาก็พร้อมจะทำแบบนั้นต่อไปจนตาย

เข้าใจผิดกันบ่อย

  • คานอนไม่ใช่เกมแรกที่ทำคนร้องไห้ ก่อนหน้านั้นมี ONE (ทีมหลักชุดเดียวกัน) และเกมของลีฟ แหล่งข้อมูลเลยมักนับ ONE กับคานอนเป็นต้นตำรับคู่กัน
  • นากิเกไม่ได้แปลว่าเกมผู้ใหญ่เสมอไป แม้จะเกิดในวงการเกมพีซีผู้ใหญ่ แต่แคลนนาดวางขายเป็นเกมทุกวัยตั้งแต่แรก และหลายเกมก็ถูกพอร์ตลงเครื่องคอนโซล

จากเกมที่ขายไม่ดีในปี 1998 วันนี้นากิเกกลายเป็นชื่อแนวที่แฟนเกมทั่วโลกรู้จัก และยังเป็นภาระที่คนสร้างมันเต็มใจแบกต่อไป

ที่มา: 産経新聞 2024-02-24, Wikipedia (ญี่ปุ่น) 泣きゲー, Wikipedia (ญี่ปุ่น) Kanon, Wikipedia (ญี่ปุ่น) Key, リアルサウンド 2024

แหล่งข้อมูล

  1. 麻枝准さん「夢ではなく、泣きゲーは十字架。死ぬまで背負い続ける覚悟はできている」 (産経新聞, 本間英士, 2024-02-24)
  2. 泣きゲー – Wikipedia
  3. Kanon (ゲーム) – Wikipedia
  4. Key (ゲームブランド) – Wikipedia
  5. ゲームクリエイターの創作ファイル 第5回 麻枝准 (リアルサウンド テック, 北出栞, 2024-12-29)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ที่มาแนวการ์ตูน

สาวมอนสเตอร์ (Monster Girl) มาจากไหน? จากเมดูซ่าในตำนาน สู่การ์ตูนในกระทู้ที่กลายเป็น 'มอนมุสุ'

สาวครึ่งงู ครึ่งนก ครึ่งม้า มีมาตั้งแต่ตำนานกรีก แต่กลายเป็นแนวฮิตจริงหลัง 'มอนมุสุ' จากกระทู้เว็บบอร์ดได้ลงนิตยสารปี 2012 และได้อนิเมะปี 2015

ที่มาแนวการ์ตูน

โมเอะ (Moe) มาจากไหน? คำที่ไม่มีใครรู้ว่าใครพูดก่อน แต่ดังจนติดท็อป 10 คำฮิตญี่ปุ่นปี 2005

ทุกคนพูดว่าโมเอะ แต่ไม่มีใครรู้แน่ว่าใครพูดก่อน ทฤษฎีมีตั้งแต่ดาวไดโนเสาร์ถึงเซเลอร์มูน ก่อนคำนี้จะติดท็อป 10 คำฮิตแห่งปีของญี่ปุ่นในปี 2005

ที่มาแนวการ์ตูน

สาวแว่น (Meganekko) มาจากไหน? คำที่เริ่มจากข่าวเด็กสายตาสั้น จนมีสารานุกรมเป็นของตัวเอง

ก่อนจะเป็นธาตุโมเอะ คำว่า 'เมกาเนกโกะ' เคยใช้เรียกเด็กสายตาสั้นในนิตยสารแม่บ้านปี 1965 จนปี 2005 สาวแว่นก็มีหนังสือ 'สารานุกรมสาวแว่น' เป็นของตัวเอง

ที่มาแนวการ์ตูน

เมดคาเฟ่ (Maid Café) มาจากไหน? เริ่มจากบูธคอสเพลย์ชั่วคราว ก่อนดังจน 'โมเอะ~' ติดคำฮิตปี 2005

เมดคาเฟ่ไม่ใช่ธรรมเนียมเก่า มันเริ่มจากร้านคอสเพลย์ชั่วคราวในงานอีเวนต์ราวปี 1998 ร้านเมดล้วนร้านแรกเปิดที่อากิฮาบาระปี 2001 แล้วเป็นหน้าตาของบูมโมเอะปี 2005